Digital Lifestyle….

Digital Lifestyle และเหล้ายาดองกับผองเพื่อนเพลงเพื่อชีวิต
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง ผมเคยนั่งรอเวลาทุก ๆ สิ้นเดือนเพื่อที่จะไปซื้อแมกกาซีนเกี่ยวกับเพลงร็อคตามที่ตัวเองชอบ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าศึกษางานเพลงและเรื่องราวของศิลปินที่ตนเองชอบ ในหนึ่งเดือนผมจะได้อ่านหนึ่งฉบับ จากนั้นก็เฝ้ารอว่าวงโน้น วงนี้ที่เราชอบกำลังจะออกเทปชุดใหม่ อือม์… เมื่อทราบความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จากแมกกาซีนแล้วผมก็เฝ้ารอซื้อเทปที่จะเข้าเมืองไทย ก็ไม่นานมากคือช้ากว่าที่โน่นประมาณไม่เกิน 1 เดือนเป็นส่วนมาก ผมยังจำได้ถึงความรู้สึก ความคาดหวังที่จะเห็นปกเทป และรายละเอียดอื่น ๆ ตอนที่รออัลบั้ม Love at first string ของวง Scorpion จะวางตลาด… อือม์ เวลาผ่านไปอีกไม่นานนัก แมกกาซีนฉบับนั้นสาบสูญไปจากแผงหนังสือไปนานแล้ว รวมทั้งการรอคอยการออกอัลบั้มใหม่ ๆ ของศิลปินที่ผมชอบก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
วันนี้ ผมเพียงแค่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์แล้วก็อาศัยเครือข่ายใยแมงมุมที่เชื่องโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน เพียงเท่านี้ผมก็สามารถติดตามความเคลื่อนไหว รวมทั้งดาวน์โหลดเพลงมาฟังที่บ้านได้ภายในเวลาไม่กี่นาที โลกในยุคดิจิตอลช่างแตกต่างกับโลกในอดีตอย่างสิ้นเชิง ผมได้ดู MTV Icon ช้ากว่าที่ออกอากาศในอเมริกาเพียงช่วงข้ามวัน ได้เห็น Icon ของผมแบบเดียวกับที่คนในอเมริกาได้ชม ผมแปลงไฟล์คอนเสิรต์ให้เป็น mp3 แล้วยัดใส่ในเครื่องเล่นราคาพันกว่าบาท เท่านั้นโลกของเสียงเพลงก็จะตามคุณไปได้ทุกที่
หลายปีก่อน มีข่าวว่าจะมีการจัดคอนเสิรต์วงเมทัลระดับโลกซึ่งเป็นขวัญใจของผม ที่ผู้จัดสามารถจัดคอนเสิรต์ครั้งนั้นได้เพราะเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งคือ ยอดขายเทปของวงมีมากกว่า 100000 ตลับ (ลิขสิทธิ์) โอ้… 100000 ตลับในสมัยนั้นถือได้ว่าวงนั้นประสบความสำเร็จพอสมควรกับตลาดเทปเพลงสากลในประเทศสารขัณธ์ ถึงแม้ว่าคอนเสิรต์ในครั้งนั้นจะไม่น่าประทับใจนัก แต่มันก็ทำให้ผมได้เห็นลีลาของวงดนตรีโปรดของผมด้วยสองหู สองตาของผมเอง
สอง สามวันที่ผ่านมา ผมเดินตามห้างสรรพสินค้า ก็เจอเข้ากับ DVD Concert ของวงเมทัลที่ผมโปรดปราน โอ้แม่นางกางสุ่ย… เมื่อได้ฟังเสียงและเห็นภาพจากจอระดับ high end ในร้านค้า มันก็ทำให้ผมต้องควักเงินในกระเป๋าเพื่อซื้อ DVD แผ่นนั้นกลับไปชมที่บ้าน
วันถัดมา เจอเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ ก็ได้ความว่า นายอึ่ง ยังคงเล่นดนตรีอยู่เหมือนเดิม เพลงเพื่อชีวิตแบบเดิม ตามผับเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าขี้เมา สอง สามโต๊ะ ผับนั้นก็สามารถอยู่รอดจากเศรษฐกิจยุค 21st century ได้ อึ่งไม่รีรอที่จะชวนผมไปแจมกีตาร์ด้วยแม้นจะรู้ว่า ผมออกห่างจากชีวิตนักดนตรีมานานแล้ว ผีถึงเมรุก็ต้องเผาฉันใดฉันนั้น ผมพบตัวเองยืนอยู่หน้าร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่มีเพียงโหลยาดองโชว์ให้ลูกค้าเห็นตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้าข้างในร้าน… อา.. บรรยากาศเก่า ๆ แบบนี้เองที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว เพื่อนนักดนตรีของอึ่งอีกหนึ่งคนเดินเข้ามาทักทายกันตามประสาคนที่เคยอยู่บนเส้นทางเดียวกันมาก่อน
แหยม: “วันนี้ท่าทางจะสนุก มีมือกีตาร์สายร็อคมาแจมกัน ดีเหมือนกันน๊ะ เราก็เบื่อ ๆ กับเพลงที่เล่นวนไปวนมาทุกวันเนี่ย”
อึ่ง: “อือ… ก็คงได้เล่นคันทรีสากลกันมั่ง เพราะกบเค้าพอเล่นพวกนี้ได้”
ผมเองก็เริ่มรู้สึกสนุกไปกับสองคนนั้นด้วย แต่ก็ยังออกตัวว่า เราไม่ได้เล่นมานานแล้วน๊ะ ไว้เราแจมไปเรื่อย ๆ ก่อนละกัน เสียงพี่เอ๋ (เจ้าของร้าน) ตะโกนมาว่าพี่ขอ CCR ซักเพลงน๊ะ
กาแฟแก้วแรกของผมยังไม่ทันหมด อึ่งก็เรียกผมขึ้นไปแจมกันบนเวที ผมมองไปรอบ ๆ ตัวก็พบว่ามีลูกค้าอยู่สาม สี่คนเท่านั้น ทุกคนล้วนมีแก้วยาดองวางอยู่ข้างหน้า ผมเริ่มรู้สึกหวั่นใจว่า CCR ที่พี่เอ๋ขอไว้นั้น จะทำลายบรรยากาศ คืนรัง ของคาราวานที่แหยมเพิ่งร้องจบไปอย่างอดไม่ได้
เพลง Lodi จบลงไปแล้ว ผมมองเห็นลูกค้าท่านหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “เอาอีกน้อง พี่ขออีกเพลง ไม่ได้ฟังนานแล้ว..” ผมรู้สึกโล่งใจที่การเล่นเพลงสากลในผับยาดองไม่ได้สร้างความรำคาญให้กับลูกค้าของร้านเท่าไหร่ แหยมกระซิบกับผมว่า “สงสัยพี่แกเป็นจิ๊กโก๋ยุค 60” อือม์ ที่แหยมพูดมาก็เป็นไปได้ เราเลือกเล่นเพลง sound of silent เป็นเพลงถัดไป แล้วผมก็ขอตัวลงมาเป็นคนฟังที่ดีอยู่ข้างล่าง
คุณลูกค้าท่านเดิมกวักมือเรียกผมไปนั่งเสวนาด้วย .ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่านั่งหว่าวอยู่คนเดียว” ผมคิดอยู่แต่ในใจ
ผม: “สวัสดีครับพี่”
ลูกค้า: “เฮ้ย.. ทำไมไม่เล่นต่อล่ะ กำลังสนุกเลย นึกถึงวันเก่า ๆ”
ผม: “เกรงใจอึ่งน่ะครับ ให้บรรยากาศเพื่อชีวิตเดินต่อไปดีกว่าครับพี่”
ลูกค้า: “อือม์ ก็ดีเหมือนกัน ผมเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ มาที่นี่แทบจะทุกวัน เพราะเหล้ายาดองมันหากินยากแล้ว ที่มีอยู่โดยมากก็ไม่ใช่ส่วนผสมแท้ ๆ เท่าไหร่”
ผม: “ครับพี่” แล้วผมก็ขอตัวกลับไปนั่งที่โต๊ะ
กาแฟแก้วที่สองเพิ่งหมดไป เสียงสไลด์กีตาร์แปลก ๆ ก็ดังขึ้นมา ผมเหลือบขึ้นไปบนเวทีก็เห็นอึ่งกำลังเอาขวดเบียร์ทำเป็นสไลด์แทนสไลด์ที่มีขายกันตามท้องตลาดตามสไตล์ที่เค้าถนัด ผมนั่งยิ้มอยู่ในมุมมืด อือม์… ความรู้สึกของเพลงเพื่อชีวิตมันเป็นแบบนี้ และมันก็จะเป็นแบบนี้อีกต่อไป เสียงกีตาร์โปร่งใสๆ รวมกับวิธีการร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเพื่อชีวิตมันให้ความรู้สึกที่ไม่เลวเลยสำหรับผมเองที่ไม่นิยมเพลงประเภทนี้เท่าไหร่
ผมบอกลาเพื่อนทั้งสองคนเพื่อเดินทางกลับบ้าน ผมมองย้อนกลับไปที่ร้าน เห็นลูกค้าสองสามคนกำลังก๊งยาดองพร้อม ๆ กับเสียงหัวเราะลอยมาแว่ว ๆ.. ผมยัดหูฟังเครื่องเล่น mp3 ใส่หู พร้อมกับกด play เท่านั้นเองเสียง riff กีตาร์หนักปานขวานจามกะโหลกของเพลง master of puppets ก็เขย่าประสาทผมให้ตื่นตัวขึ้นมา.. มองกลับไปที่ผับ.. เพื่อนร่วมก๊งยังนั่งอยู่กันที่เดิม อา… วิญญาณของเสียงดนตรีตามผับ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่วันเวลาของยุค digital life เท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์เราก้าวห่างออกจากกันแล้วก็ห่างออกจากมันไปโดยไม่รู้ตัว
โลกสองโลกที่ขนานกัน ผมคงต้องนั่งคิดถึงธรรมชาติและวันเวลากับเพื่อนเก่า ๆ ในวันนี้ไปอีกนาน
จนกว่าจะมีคนที่สามารถเชื่อมโลกทั้งสองเจอกันได้ ผมคงจะมีความสุขมากกว่านี้ในโลกยุค DIGITAL นี้…

ก่อนที่ตาผมจะปิดลงเพราะความง่วง เสียงใครบางคนก็แว่วเข้ามา “คมช ออกไป…..”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s