Nothing Else Matters

ประวัติเอกสารสำหรับ มกราคม, 2008

OS แห่งชาติ (ภาค 1.. เตรียมตัวไปดำน้ำทะเลกัน)

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 31, 2008

จากวันนี้ไปผมก็จะเริ่ม Series เรื่องยาว หนัก โหด ถ่อย ดี เลว และอื่น ๆ รวมทั้ง workshop แบบ DIY (เอาไปมั่วกันเอง) มาบอกเล่าให้ฟังแล้วก็ลงมือทำไปพร้อม ๆ กัน ก็ตามชื่อของเรื่องครับ คือ OS แห่งชาติ หรือระบบปฏิบัติการณ์ชาติไทย ที่จริงก็ไม่มีใครออกมาบอกว่าเจ้า OS ตัวนี้เป็นของไทยหรอกครับผมเข้าใจว่ามีสาเหตุหลายอย่าง ว่ากันตั้งแต่มูลค่าการตลาดของ Software ที่เป็นแบบถูกต้องกับ Software ไม่ถูกกฎหมาย(แต่ถูกกับกระเป๋าสตางค์ของผู้ซื้อ) ย้อนหลังไปเมื่อหายปีก่อนมีคนไทยกลุ่มหนึ่งร่วมกันพัฒนา OS ที่มีแกนมาจาก Linux แล้วพัฒนาจนสามารถใช้ร่วมกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี แล้วก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ หลายท่านอาจจะถามผมว่าทำไมต้องพัฒนา Linux ทำไมเราไม่พัฒนา Windows แล้วทำไมเราจะต้องมาสนใจไอ้ OS ตัวนี้ในเมื่อ Windows เองก็สามารถทำงานกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ความเข้าใจตรงนี้ก็ถูกครับแต่คงไม่ทั้งหมด ท่านเคยคิดกันไหมครับว่าปีหนึ่ง ๆ เราต้องจ่ายเงินเป็นค่า Software เหล่านี้เป็นเงินเท่าไหร่ เอาเป็นว่าเพราะ Linux มันเป็น Open Source ครับ แปลเป็นไทยตามภาษาเฒ่าเหม็นแห่งโคกอีแร้งได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการณ์ที่เปิดเผยตัวคำสั่งที่เขียนขึ้นทั้งหมดและอนุญาติให้คนอื่น ๆ สามารถนำไปดัดแปลงได้ (อยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ลองโทรสอบถามไปที่ +66 2263 6888 ดูครับ แล้วถามเค้าว่าผมขอ Source Code ของ Windows xp หน่อยครับ (ทำใจไว้ด้วยน๊ะครับ ท่านอาจจะโดน…ได้ แถมว่าถามอะไรก็ไม่รู้กระบือบกจริง ๆ ฮ่า ๆๆ) ถ้าเค้าให้ท่านได้ก็แสดงว่ามัน(บ้าไปแล้ว) ถ้าเค้าเอามาให้ท่านก็แสดงว่ามันเป็น Open Source แต่ถ้าไม่มันก็น่าจะเป็น Close Source ทีนี้พอจะนึกภาพออกรึยัง)

กลับมาที่ Linux เค้าว่ากันว่าบิดาของ Linux ชื่อ Linus Torvalds หน้าตาแกเป็นแบบนี้

225px-linus_torvalds.jpg

แต่ Linux โตขึ้นมาได้ไม่ใช่เพราะ Linus คนเดียว แต่เป็นสังคมของคนที่เห็นตรงกัน ช่วยเหลือกัน เขียนโปรแกรมด้วยกัน ร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโปรแกรมและ ฯลฯ (ภาษาต่างด้าวเรียกว่า community มั้ง) และเนื่องจากไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเอาเจ้า Linux ไปพัฒนาต่อได้ ดัดแปลงได้ตามความต้องการจึงทำให้ Linux แตกออกไปเป็นระบบปฏิบัติการณ์ที่น่าจะมีหลายชื่อหลายตัวมากที่สุดในโลก (ภาษาต่างด้าวเรียกว่าหลาย distro) ใครอยากอ่านประวัติหรือที่มาที่ไปของ Linux แบบเต็ม ๆ ก็เชิญสอบถามได้จากอากู๋หรือว่าน้องวิกกี้ได้เลยครับ

ขอผ่านเรื่องของประวัติศาสตร์ไปก่อนครับ เราจะเข้าสู่ยุคปัจจุบันซึ่งเรามี OS ที่เป็นสัญชาติไทยแล้ว แล้วก็ออกมาหลายรุ่นแล้วโดยชื่อของมันก็คือ ลินุกซ์ทะเล นับจากเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ก็มี version 8 แล้ว ส่วน version 9 ก็เป็น beta 2 แล้ว เราคงได้เห็นตัวเต็ม ๆ ในเร็ววัน แต่ถึงจะไม่เต็มผมก็จะแนะนำให้เอาไปเล่นกัน (ผมตั้งใจว่าจะทำไปพร้อม ๆ กับพวกเรานี่หล่ะครับ โดยอาศัย VMWare ไปก่อน ก่อนจะลงไปสู่การติดตั้งลงเครื่องจริง ๆ ที่แนะนำแบบนี้เพราะผมถือคติปลอดภัยไว้ก่อนครับ ส่วนใครที่เป็นระดับ Advance แล้วจะข้ามไปโดยไปหาความรู้ที่เวปของ ลินุกซ์ทะเล เองเลยก็ได้น๊ะครับ ที่นั่นมีคนมากมายที่พร้อมจะข่วยมือใหม่ให้เข้าสู่โลกของ Linux ได้ง่ายขึ้นครับ)

OS ที่น่าจะถือว่ามีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกคือหน้าต่างหลายบาน (ก็แน่ล่ะ ไม่งั้น Bill Gate มันจะรวยอะไรได้มากขนาดนั้น) ลองลงมาน่าจะเป็น Apple (โดนกัด) ถัดมาก็เป็น Ubuntu (จริงเท็จไม่ต้องถามเพราะผมมั่วเอาล้วน ๆ) แล้วก็เป็น Ubuntu นี่หล่ะที่ลินุกซ์ทะเล version 9 หยิบเอามาพัฒนาต่อยอด

มาถึงเรื่องสำคัญแล้วครับนั่นก็คือท่านควรจะมีสิ่งเหล่านี้ก่อนที่เราจะลงดำน้ำทะเลกัน

1. iso ไฟล์ของ ลินุกซ์ทะเล 9 ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

2. VMWare ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็พร้อมที่จะใช้งานโดยสร้าง Virtual Machine เอาไว้เพื่อลองรับลินุกซ์ทะเลแล้ว

3. เวลาว่าง

4. และข้อสุดท้ายที่ท่านต้องมีคือ ความกล้าครับ ฮ่า ๆ ๆ ผมไม่ได้ล้อเล่นน๊ะ เผื่อลง ๆ ไป windows ของท่านดับอนาถไปล่ะก้อ ให้คิดก่อนเลยว่ามันเป็นความบ้าของตัวท่านเอง (ตูไม่น่าเล้ย ฮ่า ๆ ๆ) ไม่เกี่ยวกับเจ้าลินุกซ์ทะเลสักหน่อย

เข้าทำนองเราว่ายน้ำยังไม่แข็งแรงแต่ก็ต้องลงไปว่ายน้ำ(ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือถูกเพื่อน ๆ ถีบลงไปก็ตาม) ก็น่าจะเตรียมตัวไว้ก่อน เอาน่ายังไงเสียมันก็ไม่แย่เท่ากับโดนฟ้าพิฆาตจากหน้าต่างหลายบานหรอกครับ ฮ่า ๆ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , | Leave a Comment »

Desktop เพิ่มพื้นที่ของโต๊ะทำงาน

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 30, 2008

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถทำให้ Windows มี Desktop ได้ 4 อัน เข้าทำนองมีโต๊ะทำงานสี่ตัวนั่นเองครับ Windows มีโปรแกรมตัวหนึ่งที่อยู่ในชุด powertoys (ในนั้นยังมีโปรแกรมน่าสนใจเพื่อช่วยทำงานอีกหลายตัวครับ) ที่จะช่วยให้เราเพิ่ม Desktop ให้เป็นสี่อันได้ แต่ละอันเราก็ยังสารถตั้งค่าให้เป็นอิสระต่อกันได้อีกด้วยครับ ลองมาทำเล่นกันดู

ก็ไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาก่อนเลยครับตาม link นี้ครับ จากนั้นให้มองหา Deskman.exe (โปรแกรมทั้งหมดจะวางไว้ทางด้านขวามือครับ ลองสังเกตุดู) เมื่อดาวน์โหลดมาเรียบร้อยแล้วเราก็ดับเบิ้ลคลิกเพื่อติดตั้งไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ เมื่อการติดตั้งเรียบร้อยเราจะยังไม่เห็นมีการเพิ่มเติมอะไรก็ไม่ต้องแปลกใจครับ เราจะเรียกโปรแกรมตัวนี้ออกมาได้โดยการคลิกขวาที่ Taskbar ครับ แล้วเลือกที่ Toolbars แล้วเราจะเห็นว่ามีเมนูเพิ่มมาอีกตัวหนึ่งคือ Desktop Manager ที่เราเพิ่งติดตั้งลงไปนั่นเองครับ

26.jpg

เมื่อเราคลิกที่ Desktop Manager แล้วเราจะเห็นว่ามี Toolbars ตัวใหม่ที่ชื่อว่า MSVDM เพิ่มขึ้นมาครับ (ตามรูปด้านล่างครับ)

37.jpg

จากนั้นให้เราคลิกขวาที่ Toolbars อันใหม่นี้ครับ เพื่อเรียกเมนูการตั้งค่าของโปรแกรมขึ้นมาก่อน

74.jpg    103.jpg

เมื่อคลิกขวาที่ Toolbars นี้แล้วเราจะเห็นว่ามีเมนูปรากฏขึ้นมา ถึงตรงนี้แล้วผมแนะนำให้ทุกท่านเอาเครื่องหมายถูกออกจากหน้าคำว่า Share Desktops แล้ว Use Animations ออกไปก่อนครับ (ท่านจะไม่เอา Use Animations ออกก็ได้ครับในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านมีประสิทธิภาพสูงพอสมควร เข้าทำนอง P4 ขึ้นไป RAM เยอะหน่อย อะไรทำนองนั้น เพราะเมื่อเราตั้งค่าตัวเลือกตัวนี้ไว้ทุกครั้งที่เราทำการเปลี่ยนจาก preview มาเป็น Desktop ที่เราต้องการ มันจะมี Animations ติดมาด้วยครับ แล้วอาจจะแสดงผลช้าไม่ทันใจหลายๆ  คน ก็แนะนำว่าถ้าเครื่องไม่เร็วมาก เอาค่านี้ออกไปก็จะทำให้เราสลับการทำงานในแต่ละ Desktop ได้อย่างรวดเร็วครับ)

จากนั้นเราก็ลองคลิกที่ปุ่ม Preview ตามรูปด้านล่างนี้เลยครับ

04.jpg

เมื่อคลิกที่ Preview แล้ว เราจะเห็นว่า Desktop ของเรากลายมาเป็น 4 อันแล้ว

051.jpg

ทีนี้เราลองมาเปลี่ยนภาพพื้นหลังของแต่ละ Desktop ดูครับ วิธีการก็คือเราอยากทำงานบน Desktop อันไหน (1, 2, 3 หรือ 4) เราก็คลิกที่ Desktop อันนั้น ๆ แล้วก็เลือกเปลี่ยนพื้นหลังที่ Desktop นั้นได้เลยครับ ดูตัวอย่างตามรูปนี้ครับ

061.jpg

จากนั้นก็แล้วแต่ว่าเราจะเปิดการทำงานโปรแกรมไหนที่ Desktop อันไหนครับ

117.jpg คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดจริง

ก็เท่านี้เองครับเราก็ได้ Desktop เพิ่มมาอีกสามอันแล้ว

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , | Leave a Comment »

สั่ง windows ปิดเครื่อง

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 28, 2008

เคยนับกันไหมครับว่าเราต้องคลิกกี่ครั้งจึงจะสามารถสั่งให้ windows ปิดเครื่องหรือรีสตาร์ท เอาแบบพื้น ๆ น๊ะครับ

1.คลิกที่ start

2.คลิกที่ Trun Off Computer

3.จากนั้นท่านก็จะต้องเลือกที่จะคลิก Turn Off หรือ Restart

ถ้าท่านจะลองทำตามวิธีต่อไปนี้ เราก็แค่ดับเบิ้ลคลิกไอคอนบน desktop ของเราเองเท่านั้น Windows ก็จะปิดหรือรีสตารท์ได้เลยครับ ผมกำลังจะแนะนำให้เราสร้าง shutdown icon ไว้บน desktop ของเราครับ

ขั้นแรกให้เราคลิกขวาบนที่ว่างของ desktop เรา จากนั้นให้เราคลิกที่ New> Shortcut ตามรูปครับ

114.jpg

เมื่อเราคลิกแล้ว Windows จะมีหน้าต่างใหม่เปิดขึ้นมาถาม

25.jpg

ในช่องว่างให้ใส่คำสั่งนี้ครับ shutdown -s -t 10 -c “I LOVE MY COMPUTER” ครับจากนั้นก็คลิก Next แล้วก็ Finish เราก็จะได้ Shortcut ที่เอาไว้สั่งให้เครื่อง Shutdown ได้เลยครับ

ผมขออธิบายคำสั่งด้านบนให้เอาไปปรับให้เหมาะสม

shutdown คือเราเรียกให้โปรแกรมทำงาน

-s ตัวนี้ครับคือคำสั่งให้ Shutdown จริง ๆ ซึ่งเราสามารถแทนที่ได้ด้วย

     -l เพื่อสั่งให้ Logoff

     -r เพื่อสั่งให้ Restart

     -f ตัวนี้จะสั่งให้ application ทุกตัวที่ทำงานอยู่หยุดทำงานครับ

-t 10 นี่คือคำสั่งในการหน่วงเวลาก่อนที่เราจะให้เครื่อง Shutdown หรือ ทำอย่างอื่นครับ ในกรณีนี้ก็คือผมให้มีเวลา 10 วินาทีก่อนที่เครื่องจะ Shutdown ครับ (ตามปกติผมตั้งไว้ที่ 1 วินาทีครับ ท่านใดจะลองดูก้ได้ครับ :p )

-c “…..” อันนี้เป็นการขึ้นข้อความเตือนหรือจะเป็นข้อความอะไรก็แล้วแต่ (ระบบจะเอาอะไรก็ตามที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดมาเป็นข้อความที่หน้าจอในการเตือน Shutdown ครับ)

ภาพตัวอย่างครับ

116.jpg

ถ้าเห็นว่า Icon ที่มันสร้างมาให้เราดูไม่สวยงานก็ให้คลิกขวาที่ Icon อันนี้หล่ะครับ แล้วคลิกเลือกที่ Properties จากนั้นก็คลิกที่ Change Icon ครับแล้วก็เลือก Icon ตามที่เราอยากได้ครับ ยังมีวิธีการสั่งให้ windows ปิดเครื่องเร็ว ๆ ในอีกหลายรูปแบบครับ ไว้จะเล่าให้ฟังครั้งต่อ ๆ ไปครับ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | 2 Comments »

gOS 2

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 26, 2008

ผมเพิ่งทราบว่า good OS หรือ gOS ที่เคยเอา screen shot มาให้ดูกัน วันนี้ก็ออกเวอร์ชั่นสองมาแล้วครับ หน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก แต่ก็พอจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน

gos_1_1.jpg

หน้าตาของ dock โดนย้ายมาอยู่กลางจอครับ แต่ก็สามารถเลือกที่จะวางในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ แล้วก็ตามแบบ docking ตัวอื่น ๆ ครับ เวลาเอาเม้าส์ไปวางก็จะมี animation ของ Icon นั้น ๆ ให้เห็น

live_os_2.jpg

นี่เป็นการทำงานในรูปแบบของ Live OS น๊ะครับ ต่อไปคือรูปที่ผมได้ทำการติดตั้งลงไปบน Hard disk แล้ว

after_install1.jpg

เจ้า google search นั้นถ้าเรารู้สึกว่ามันเกะกะ เราสามารถลากไปวางได้บนหน้าจอส่วนอื่น ๆ ครับ ในส่วนมุมซ้ายบนนั้น จะเห็นว่ามีการโชว์ Desktop ตั้งแต่ 1-4 ไว้ให้เราดูว่าเราอยู่ที่ Desktop ไหน

thai_1.jpg      work_with_google.jpg

สองรูปด้านบนเป็นเอาการแสดงผลภาษาไทยมาให้ดูครับ ไม่ถึงกับดีมากแต่ก็ไม่ได้ดูย่ำแย่อะไร ดีกว่า OS ที่มาจากสายพันธ์ Linux อีกหลาย ๆ ตัวทีเดียว แถมทำงานได้กับ Applications ของทาง google ได้อย่างกลมกลืนตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียวครับ

application.jpg

Applications อื่น ๆ ที่ควรจะมีก็ไม่พลาดครับ ติดตั้งเสร็จก็พร้อมใช้ได้เลยถ้าจะเพิ่ม-ลบโปรแกรมหรือว่า update ก็ทำได้อย่างง่าย ๆ ด้วย synaptic ครับ

gos_12.jpg

ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าตกลงว่าชื่อ good OS, green OS หรือว่า gOS เฉย ๆ แต่ดู ๆ จาก theme แล้วก็ wall paper แล้วผมอยากจะเรียกว่า green OS จริง ๆ

wall_paper_3.jpg wall paper อันนี้มี animation ที่บริเวณแถบสีทองและวงกลมสีทองตรงกลางด้วยครับ เหมือน ๆ เป็นควันวิ่งไปมา

ลองไปหา download มาเล่นกันได้ครับ เห็นเค้าด่ากันว่าโลกมันร้อน ก็ลองเอาไอ้เขียวไปเล่นกันดูครับ VMWare + gOS ISO ก็ได้บรรยากาศสีเขียวแล้วครับ (เขียวจากธรรมชาติน๊ะ เขียวทหารไทยไปไกล ๆ (teen)เลย น่าอนาถว่ะแดกห่ากันมูมมามแล้วมาอ้างจริยธรรม)

อ้าว ๆ ขอโทษครับ เผลอไปหน่อย ขอให้มีความสุขกับ OS สีเขียวครับ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , , | Leave a Comment »

เรื่องของการสร้างเอกสาร pdf

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 25, 2008

มีคนถามผมว่าจะสร้างเอกสารในรูปแบบ pdf ได้อย่างไร ช่วยสอนการสร้างเอกสารอิเลคโทรนิคให้หน่อย ผมก็บอกเพื่อนว่าให้ไปหาซื้อ Acobat professional มา ราคาไม่กี่หมื่นหรอก โชคดีที่ผมวิ่งเร็วเลยรอดจากการถูกเพื่อนกระโดดถีบสองขาคู่ไปได้อย่างหวุดหวิด พอตั้งหลักได้ผมบอกมันว่า ทำไมไม่ใช้ Open Office แล้ว Export ไฟล์ให้ออกมาในรูปของ Acorbat แทน  เพื่อนมองหน้าผมเหมือนกับจะบอกว่าคราวนี้ไม่ใช่แค่ขาคู่แต่จะมีฮุกขวาติดมาด้วย ผมรีบบอกมันว่านี่คือเรื่องจริง เราสามารถทำเอกสาร pdf ได้จาก Open Office มันหยุดหายใจยาว ๆ เหมือนระงับความโกรธเอาไว้ แล้วพูดกับผมว่า กูไม่มีโปรแกรม Open Office (แล้วทำไมไม่ไปหาดาวน์โหลดมาว๊ะ) มีวิธีอื่นอีกไหม ผมก็บอกว่ามีน่ะมันมี แต่การสร้างเอกสาร pdf เนี่ยมันมีหลายระดับ ถ้าจะเอาแค่เปลี่ยนเอกสารที่มาจากชุด Microsoft Office หรือรูปภาพอะไรทั่ว ๆ ไปที่เราสามารถพิมพ์ได้ เราแค่ไปหาพวก pdf converter มาใช้ แค่นั้นเราก็สามารถเปลี่ยนมันให้ออกมาเป็นเอกสาร pdf ได้แล้ว “คราวนี้ราคากี่แสน” เพื่อนผมรีบดักคอ ผมต้องรีบบอกก่อนที่จะโดนฮุกขวาว่า “เฮ้ย ๆ มันฟรี” ใช่ครับ ฟรีอีกแล้วครับ (อย่าเพิ่งด่าผมในใจน๊ะว่าหากินแต่กับของฟรี เมื่อเรารู้ขอบเขตของงานที่เราต้องการ เราก็สามารถหาต้นทุนที่ถูกที่สุดได้จริงไหมครับ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรนี่สิ อันนั้นน่ะอาจจะต้องจ่ายกันแพงหน่อย แล้วอย่าลืมน๊ะครับว่าโปรแกรมที่ผมเอามาสอนวิธีใช้เกือบจะทั้งหมดเนี่ย ผมไม่ได้แนะนำว่าควรจะเอาไปใช้ในระดับ Enterprise น๊ะครับ ผมจะเน้นที่ระดับที่พวกเราใช้ ๆ กัน คือในระดับ Home User เท่านั้น ส่วนที่จะเอาไปใช้ในระดับออฟฟิศด้วยได้ไหม หลาย ๆ โปรแกรมที่ท่านได้อ่านจากที่นี่ มีใช้อยู่ในลูกค้าของออฟฟิศผมกว่า 80% แล้วครับ) เอาหล่ะเดี๋ยวผมจะแสดงวิธีการสร้างเอกสาร pdf จากโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Primo pdf (ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ) ที่จริงก็ไม่เล็กเท่าไหร่ 20 MB นี่ก็ถือว่ามีขนาดพอสมควรทีเดียวแต่เมื่อมันฟรีแล้วก็มีการทำงานแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไร ผมก็เลือกมาให้เป็นโปรแกรมแนะนำของวันนี้หล่ะครับ

เมื่อได้โปรแกรมมาแล้วเราก็ทำการติดตั้งโปรแกรม ใช้เวลานิดเดียวก็เรียบร้อย จากนั้นเราก็จะทำการเปลี่ยนไฟล์เอกสารที่เราต้องการให้เป็น pdf กันครับ (ไม่ใช่แค่เอกสารน๊ะครับที่มันทำได้ มันยังรวมไปถึงไฟล์ภาพด้วยครับ) ผมจะยกตัวอย่างการแปลงไฟล์จาก .doc (ไฟล์ที่เราได้จาก Microsoft Word) ให้เป็น .pdf ครับ ให้เราเรียกโปรแกรม Word ขึ้นมาจากนั้นก็เปิดไฟล์ที่เราต้องการหรือท่านจะทำใหม่เลยก็ได้ครับ จากภาพด้านล่างผมจะแปลงให้เป็น pdf ครับโดยทำเอกสารมาจาก Word

 113.jpg

จากรูปข้างบน ผมได้สร้างไฟล์บน Microsoft Word ขึ้นมาแล้วผมก็สั่ง print หรือ พิมพ์ครับ

 24.jpg

ในช่อง Printer Name ให้ท่านคลิกที่ลูกศรเลื่อนลงมาท่านควรจะมองเห็น Printer ตัวใหม่ที่ชื่อ PrimoPDF ครับ ให้เราเลือกที่ Printer ตัวนี้ (เพราะเรากำลังจะสร้างไฟล์ pdf น๊ะครับ) แล้วก็คลิก OK เลยครับ

36.jpg

เมื่อเราคลิก OK ก็จะมีหน้าต่างของโปรแกรม PrimoPDF เปิดขึ้นมาครับ ส่วนที่เห็นว่าเป็น PDF Setting นั้นก็จะให้เราเลือกค่าความละเอียดของไฟล์ pdf ที่เราต้องการครับ ก็จะเรียงตั้งแต่ต่ำสุดไปสูงสุด (Screen = ค่าความละเอียดต่ำสุดครับ ส่วน Prepress = จะให้ความละเอียดสูงสุด) ความละเอียดสูงภาพก็จะชัดเจนแต่ก็จะได้ไฟล์ที่มีขนาดของไฟล์ใหญ่ขึ้นน๊ะครับ ก็เลือกเอาตามที่เราต้องการครับ ผมเลือกให้เป็น Prepress ครับ จากนั้นในช่อง Save As เราก็เลือกเอาว่าจะเก็บไฟล์ไว้ที่ไหนครับ จากภาพถัดไป ผมจะเก็บไฟล์ไว้ที่ Desktop ของผมครับ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็คลิกที่ OK ได้เลยครับ

46.jpg

55.jpg

จากตรงนี้ไปถ้าเราคลิก OK โปรแกรม PrimoPDF ก็จะสร้างไฟล์ pdf มาให้เราเลยครับ แต่ถ้าไม่ต้องการให้คนอื่นเข้ามาเปิดไฟล์ของเราล่ะ ตัวโปรแกรม PrimoPDF เองก็มีความสามารถในการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการเปิดไฟล์โดยผู้ไม่ได้รับอนุญาติอยู่ด้วยครับ ให้เราคลิกที่ Security ครับ

66.jpg

โปรแกรมก็จะเข้าสู่การตั้งรหัสเพื่อใช้ในการเปิดไฟล์รวมทั้งเราเลือกได้ว่าจะให้คนรับไฟล์สามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ได้ไหม, ลอกข้อความหรือรูปภาพได้ไหมอีกด้วยครับ เมื่อท่านใส่รหัสและตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คลิก OK ได้เลยครับ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

92.jpg

จากภาพด้านบนครับ เราได้ไฟล์ชื่อ test_1.pdf ที่สร้างจาก PrimoPDF ทีนี้เราก็ลองมาทดสอบดูครับด้วยการดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิดไฟล์ขึ้นมาเราจะพบว่ามี pop up ขึ้นมาถามหา password ครับ

73.jpg

เราก็ใส่ password ที่เราได้ตั้งไว้จากนั้นไฟล์ก็จะถูกเปิดขึ้นมาโดยโปรแกรม Acrobat Reader ครับ

84.jpg

ง่ายไหมครับการสร้างเอกสาร pdf จากโปรแกรม PrimoPDF

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , | 5 Comments »

ดูแล Windows ให้อยู่ดีมีสุข (แล้วท่านจะไม่ระทมกะบาน)

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 24, 2008

วันนี้ก็ตามหัวข้อเลยครับ คืออาศัยโปรแกรมสอง สาม ตัวที่เราสามารถหามาได้ฟรี แล้วก็บวกกับความเข้าใจอีกนิดหน่อยเพื่อช่วยดูแลเจ้าหน้าต่างหลายบาน (Windows) ของเราให้อยู่ดีมีสุขภาพแข็งแรงไปนาน ๆ อันดับแรกเราลองมาตรวจดูกันว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั้นมีการติดตั้งโปรแกรมและไดรเวอร์ที่จำเป็น (หรือควรจะจำเป็น) ครบถ้วนหรือยัง ลองตรวจดูตามที่เขียนไว้น๊ะครับ

ท่านมี DirectX ติดตั้งไว้หรือยัง ถ้ามี ของท่านเป็น Version อะไร วิธีการตรวจสอบก็คลิก Start> Run> จากนั้นก็พิมพ์คำว่า dxdiag ครับ แล้วก็กด Enter ท่านก็จะเห็นว่ามีหน้าต่างเปิดขึ้นมาใหม่ ก็ให้ท่านดูที่ด้านล่างครับ ท่านจะเห็นว่า DirectX ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของท่านนั้นเป็น Version อะไร ส่วนถ้าท่านไม่มี DirectX ติดตั้งอยู่ แนะนำว่าไปหาดาวน์โหลดมาโดยด่วนที่นี่ ตามภาพด้านล่างนี้ครับ

110.jpg

ตัวถัดไปก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของ Driver ครับ นั่นก็คือ .NET Framework ครับ อันนี้ท่านสามารถตรวจดูได้ว่ามีการติดตั้ง .NET Framework ไว้หรือยังผ่านทาง Add/Remove Program ใน Control Panel ครับ เมื่อเราดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิด Add/Remove Program ขึ้นมา ถ้าเครื่องของเรามีการติดตั้งเจ้า .NET ไว้แล้ว เราก็จะเห็นว่ามันเป็น Version เท่าไหร่ ตัวล่าสุดนี่เป็น Version 3.5 แล้วน๊ะครับ (มีคำเตือนนิดหน่อยสำหรับท่านที่เป็นเครื่องคอมที่เก่าสักหน่อย ผมไม่แนะนำให้ติดตั้ง Version 3 ครับ แค่ Version 2 SP1 ก็พอแล้วครับ) ไปดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับเรียงไว้ทุกเวอร์ชั่นเลย

ตัวที่สามนี่เป็น Java Runtime Environment ครับ เรา ๆ คงพอจะคุ้นเคยกับชื่อ Java (อ่านว่า จาวา) กันมาพอสมควรน๊ะครับ โดยเฉพาะท่านที่ใช้มือถือของ Nokia เพราะ Applications ในมือถือเหล่านั้นเขียนขึ้นมาด้วยจาวา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมี Run time เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ที่จริงมีการนำเอาจาวามาใช้เยอะมากจนเราเองก็นึกไม่ถึงครับ ตรวจดูได้ที่ Add/Remove program ใน Control Panel เช่นกันครับ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ 

ตัวถัดมานี่เอาไว้ล้างขยะออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราครับ โปรแกรมตัวนี้นอกจากจะสามารถค้นหาขยะและสั่งลบขยะได้ด้วยการคลิกเม้าส์เพียงครั้งเดียวแล้ว มันยังสามารถค้นหา Registry ที่ไม่สมประกอบในเครื่องของเราด้วย (Registry พวกนี้แหละครับที่มีส่วนหรือเป็นสาเหตุให้การทำงานของหน้าต่างหลายบานผิดพลาดหรือถึงขั้นหยุดทำงานได้เลย) โปรแกรมตัวนี้ชื่อ CCleaner ครับ วิธีการติดตั้งและใช้งานก็ไม่ซับซ้อนอะไร เมื่อเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาครั้งแรกเราจะเห็นว่าช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทางด้านซ้ายมือนั้นจะไม่ถูกเช็คด้วยเครื่องหมายถูกไว้ทุกอัน เราก็คลิกที่ช่องสี่เหลี่ยมเหล่านั้นให้ครบทุกอันครับ (โปรแกรมจะ pop up ขึ้นมาถามเพื่อให้เรายืนยันก็คลิกโอเคไปจนทุกช่องมีเครื่องหมายถูกตามภาพด้านล่างนี้ครับ)

35.jpg

จากนั้นเราก็คลิกที่ Analyze ครับ เพื่อให้โปรแกรมค้นหาขยะที่อยู่ในเครื่องของเรา (ถ้าเครื่องของใครใช้เวลาค้นหานานก็น่าจะมีขยะอยู่เยอะครับ) เมื่อการค้นหาเรียบร้อยแล้วโปรแกรมก็จะแสดงผลของการค้นหารวมทั้งขนาดของพื้นที่ที่เราจะได้กลับมาหลังจากที่เราลบขยะเหล่านั้นทิ้งไปด้วยครับ อย่างเช่นตัวอย่างของเครื่องผมนี้ มีขยะอยู่ประมาณ 47.1 MB ครับตามภาพด้านล่างนี้

45.jpg

ต่อจากนั้นเราก็แค่คลิก Run Cleaner โปรแกรมก็จะเปิดขึ้นมาถามว่าเราต้องการจะลบไฟล์เหล่านี้ไหม ก็คลิก OK ครับ โปรแกรมก็จะเริ่มทำการลบไฟล์ขยะเหล่านั้นครับ เมื่อเสร็จแล้วโปรแกรมก็จะบอกว่า CLEANING COMPLETE

54.jpg

ส่วนการใช้งานในเรื่องของการตรวจหาปัญหาของ Registry นั้นเราก็แค่คลิกที่ไอคอน Registry ที่อยู่ด้านล่างรูปไม้กวาดครับ จากนันโปรแกรมก็จะเข้าสู่หน้าของ Registry Integrity ตามรูปด้านล่างครับ

65.jpg

เราก็คลิกที่ Scan for Issues เพื่อให้โปรแกรมเริ่มทำการค้นหาครับ เมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จ (ท่านจะเห็นแถบสีน้ำเงินด้านบนของโปรแกรมเต็มแถวครับและมีตัวเลข 100%) ก็ให้เราคลิกที่ Fix selected issues… ครับ เมื่อเราคลิกที่ Fix selected issues… โปรแกรมจะถามเราว่าเราต้องการทำ Backup ของ Reigistry เหล่านี้ไว้ก่อนหรือไม่ (เผื่อกรณีลำบากท่านสามารถ import กลับเข้าไปใหม่ได้ครับ เนื่องจาก Registry นั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะบ่อยครั้งที่เราแก้ปัญหา Registry แล้วพบว่าเจ้าหน้าต่างหลายบานของเรา Boot ไม่ขึ้นอีกเลย) เราควรจะทำ Backup ไว้ครับ ก็ให้เราคลิกที่ Yes แล้วโปรแกรมก็จะถามเราว่าเราจะเก็บ Backup ตัวนี้ไว้ที่ไหน ก็ควรจะเลือกที่เป็น C: หรือ D: หรือว่าเป็นพื้นที่ใน Disk ?เราสามารถเข้าถึงได้ง่าย ๆ น๊ะครับ อย่างของผมก็เลือกให้ไป Save ไว้ที่ C:\cc_20080124_1646.reg ครับ แล้วเราก็สั่ง Save ไป โปรกแรมก็จะเปิดหน้าใหม่ขึ้นมา เราก็คลิกที่ Fix All Selected Issues เพื่อสั่งให้โปรแกรมเริ่มการทำงาน โปรแกรมก็จะถามอีกคร้งว่าเราต้องการ Fix All Selected Issues ใช่ไหม (โปรแกรมจะถามบ่อยมาก ดูเหมือนจะมากเกินไป แต่ก็ต้องเข้าใจน๊ะครับว่าหาก Registry เป็นอะไรไป ก็บอกลาเจ้าหน้าต่างหลายบานของท่านได้เลยครับ ก็ทนรำคาญกันหน่อยครับ) เราก็คลิก OK เพื่อทำการยืนยันครับ แล้วโปรกรมก็จะเริ่มการทำงานครับ เมื่อเสร็จเรียบร้อยเราจะเห็น pop up ที่เขียนว่า Issues Fix ครับ

83.jpg

เราก็คลิกที่ Close แล้วก็ปิดโปรแกรมออกไปได้เลยครับ โปรแกรม CCleaner สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

ลองดูกันครับว่าที่ผมเอ่ยชื่อมาทั้งหมดท่านมีครบไหมครับ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

จับโปรแกรมมาใส่ USB Drive

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 22, 2008

ผมเคยเจอปรากฏการณ์พิศวงจากเครื่องลูกค้ามาเยอะมาก เยอะจนบางทีก็งงว่ายังสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ (แบบพิการ) อย่างนั้นกันต่อไปได้อย่างไร จนวันหนึ่งผมเริ่มที่จะทำเจ้า Live OS ได้ พอจะจับเอา Application อื่น ๆ ไปรวมเข้าไว้ได้ แต่มันก็ยังไม่จุใจ ความตั้งใจของผมก็คือมันต้องทำได้เกือบจะทุกอย่างที่คอมพิวเตอร์แบบบ้าน ๆ ทำได้ (เว้นไว้ก็แต่การเล่นเกม) ในที่สุดผมก็เจอเข้ากับวิธีการนำเอา Application มาติดตั้งไว้ใน USB thumbdrive ที่จริงเรื่องของการรัน Applications จาก USB thumbdrive นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ก็คือ Drive รุ่น U3 ที่ทาง Kingston นำออกมาขายสู่ท้องตลาดครับ แต่ผมพบว่าโปรแกรมหลายตัวที่เราอยากจะติดตั้งนั้นมักจะมาแนว Trial Version หรือให้แค่ทดลองใช้เท่านั้น แต่วันนี้ที่ผมเอามาให้ลองเล่นกันนั้นเป็นของฟรีล้วน ๆ (อย่าเพิ่งยี้ครับ ของฟรีพวกนี้แหละที่กลายมาเป็นโปรแกรมทำงานหลัก ๆ บนเครื่องของผมมานานแล้ว) สาเหตุที่เราสามารถเอามาใช้ได้ฟรีก็เพราะมันมีที่มาจาก Open Source ครับ ผมอยากให้จำคำนี้กันไว้สักนิดหนึ่งครับ คือคำว่า “Open Source” นี่แหละ เพราะต่อ ๆ ไปผมจะร่ายยาวเรื่องของ Open Source ให้ฟังครับว่าทำไมคนบางกลุ่มจึงไม่เคยคิดจะกลับมาใช้งาน หน้าต่างหลายบานของบริษัทเล็กนุ่มนิ่มอีกเลยหลังจากที่สัมผัสกับโลกของ Open Source แล้ว

เอาหล่ะ เดี๋ยวจะกลายพันธุ์ไปเป็นสงครามระหว่าง OS อีก มาว่ากันต่อถึงเรื่องที่ผมจะเอามาเสนอวันนี้ นั่นก็คือการทำเอาโปรแกรมที่เราใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวันมาใส่ไว้ใน USB thumbdrive ของเรา เผื่อวันร้ายคืนดี ท่านอาจจะต้องหยิบมันออกมาใช้งานก็ได้ครับ ของพวกนี้โบราณท่านว่า เวลาที่บ้านมียา(รักษาโรค) คนในบ้านมักไม่เจ็บป่วย แต่พอวันไหนยาหมด คนใดคนหนึ่งมักจะป่วยเสมอ ตามกฏของ Murphy :p

สิ่งแรกที่ท่านจะต้องมีก็คือ USB thumbdrive ครับ (ก็แน่ล่ะ) แล้วก็ไม่ใช่ว่า USB thumbdrive ทุกตัวจะสามารถเอามาใช้งานนี้ได้น๊ะครับ จะต้องเป็น thumbdrive แบบเทพเท่านั้น ดูง่าย ๆ ครับว่าของท่านเทพหรือไม่ คือถ้า thumbdrive ที่ท่านมีอยู่มีความจุเกิน 512 MB ขึ้นไปก็เรียกได้ว่าเทพหล่ะครับ :D ที่จริงความจุน้อยกว่านั้นคงหาตามท้องตลาดได้ยากถึงยากที่สุดแล้วหล่ะครับ ก็เดาเอาว่าทุกท่านจะสามารถหามาใช้ได้น๊ะครับ สิ่งต่อมาที่ท่านจะต้องมีคือไปหาดาวน์โหลดไฟล์ Portable Applications Suit มาก่อนครับ

ไฟล์ที่เราจะทำการดาวน์โหลดตามมาตราฐานที่มีไว้ให้ก็จะมีสองขนาดครับ คือประมาณ 89.5 MB ส่วอีกตัวจะเป็น 30.4 MB ครับ ก็ให้เลือกเอาครับว่าอยากจะได้ตัวไหน เพราะเราสามารถไปดาวน์โหลดมาเพิ่มเติมทีหลังได้ครับ เมื่อเราดาวน์โหลดเสร็จก็จะได้ไฟล์มาไฟล์หนึ่ง

19.jpg

ดับเบิ้ลคลิกเพื่อเริ่มจะทำการติดตั้งมันลงไปที่ thumbdrive ของเรา

23.jpg

จะสังเกตุว่าโปรแกรมจะพยายามติดตั้งตัวเองไว้ที่ ๆ เรา save ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาน๊ะครับ ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนให้เป็น Drive USB ที่เราเตรียมไว้ครับแล้วก็ตามด้วย Folder ที่เราต้องการจะใช้เพื่อติดตั้งโปรแกรมทั้งหมดครับ ดูตัวอย่างจากภาพด้านล่างนี้ครับ USB thumbdrive ของผมคือ Drive F: ดังนั้นเราก็จะใส่เป็น F:\ แล้วก็ตามด้วยชื่อโฟลเดอร์ที่เราต้องการ ตามตัวอย่างของผมก็จะเป็น F:\Por_App\ ครับ

2_2_2.jpg

จากนั้นเราก็แค่คลิก Install แล้วก็นั่งรอไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะหลายนาทีน๊ะครับ เมื่อเสร็จแล้วมันก็จะนิ่งไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเรายังไม่ได้เข้าไปเรียกมาใช้เลยครับ วิธีเรียกใช้ง่าย ๆ ก็แค่เปิดเข้าไปที่โฟลเดอร์ที่เราทำการติดตั้งโปรแกรมเอาไว้แล้ว เราก็จะเห็นไอคอนเอาไว้เรียกโปรแกรม

2_2.jpg

ก็ดับเบิ้ลคลิกเพื่อทำการเปิดโปรแกรมครับ รอสักพักโปรแกรมก็จะปรากฏขึ้นทางด้านขวามือครับ

34.jpg

อย่าเพิ่งงงว่าที่จอของท่านกับของผมทำไมมีโปรแกรมต่าง ๆ ไม่เท่ากัน น่นก็เป็นเพราะผมได้ดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อมาติดตั้งเพิ่มเติมแล้วนั่นเองครับ วิธีการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มก็ทำได้ง่าย ๆ ครับ ก็คือเราก็ไปดาวน์โหลดมาจากแหล่งโปรแกรมที่มีเตรียมไว้ให้แล้ว จากนั้นจะเอามารวม ๆ กันไว้ก่อนก็ได้ครับแล้วค่อยติดตั้งเพิ่มเข้าไปภายหลัง เมื่อเราดาวน์โหลดโปรกรมที่เราต้องการมาแล้วเราก็ไปคลิกที่ Options ตามภาพด้านล่างนี้ครับ

44.jpg

ตัวโปรแกรมก็จะถามว่าเราจะทำอะไร เมื่อเราต้องการเพิ่มโปรแกรมเข้าไป (หลังจากที่เราดาวน์โหลดโปรแกรมมาเตรียมไว้แล้วน๊ะครับ) ก็ให้เราคลิกที่ Install New App ตามรูปด้านล่างครับ

53.jpg

จากนั้นโปรแกรมก็จะมีข้อความอธิบายให้เราทราบว่ารูปแบบไฟล์ที่จะใช้ในการติดตั้งนั้นเป็นอย่างไร ก็ให้เราคลิกที่ Install ต่อไปได้เลยครับ จากนั้นโปรแกรมก็จะให้เราชี้ไปที่ ๆ เราได้ทำการ save ไฟล์ที่ได้จากการดาวน์โหลดมาครับ

72.jpg

แล้วก็คลิก Open, โปรแกรมก็จะเริ่มทำการติดตั้งครับ

เมื่อเราต้องการจะลบโปรแกรมใด ๆ ออกไปก็ทำได้ง่าย ๆ ครับ โดยการปิดโปรแกรมหลักไปก่อนจากนั้นก็ Browse เข้าไปที่ Folders ที่ชื่อว่า PortableApps ครับ แล้วเราจะเห็นว่ามันมี Folder ย่อย ๆ อยู่ในนั้นหลายอัน ซึ่งถ้าเราจะลบโปรแกรมตัวไหนออกก็ง่าย ๆ ครับ เราก็ลบ Folder นั้น ๆ ทิ้งไปได้เลยครับ

คราวหน้าผมจะเอาโปรแกรมแต่ละตัวมาเล่าให้ฟังว่าโปรกรมฟรี ๆ แบบนี้นั้น สามารถทำอะไรได้บ้างครับ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , , | Leave a Comment »

ทำ Backup Driver ด้วยตัวเอง

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 21, 2008

ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าต่างหลายบานมาหลายตอนแล้ว เริ่มด้วยแนะนำให้รู้จักกับ Live OS, ตามมาด้วย Live Windows, แล้วก็แนะนำวิธีการทำ Live Windows, จนมาถึงตอนล่าสุดที่แนะนำการติดตั้ง VMWare Workstation เพื่อที่ท่านจะนำไปใช้ในการทดสอบ Live OS ที่ท่านสร้างขึ้นก่อนที่จะนำไป Burn ลงแผ่น CD แล้วนำไปใช้ในการบูทเครื่องเพื่อเอา Data ออกมาในเวลาที่เจ้าหน้าต่างหลายบานของพวกเราไม่ยอมทำงานตามปกติ จากตรงนี้ไปก็คงจะเหลือแค่การแก้ปัญหาแบบอันธพาลตามประสาเด็กไทยกันหล่ะครับ ผมขอที่จะไม่พูดถึงวิธีการติดตั้งหน้าต่างหลายบานน๊ะครับ เพราะพวกเราน่าจะทำกันได้ไม่ยากนัก (ก็แค่ใส่แผ่นลงไป Boot เครื่องแล้วเข้าไปที่ BIOS จากนั้นก็สั่งให้เครื่อง Boot From CDROM หรืออะไรทำนองนั้นครับ จากนั้นก็คลิก Next ไปจนกระทั่งใส่ Serial Number แล้วก็นั่งกินขนมเล่นไปประมาณครึ่งชั่วโมงครับ จากนั้นเจ้าหน้าต่างหลายบานก็น่าจะติดตั้งเสร็จ)

เมื่อเราทำการ Reinstall Windows ใหม่อีกครั้งเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำก่อนอื่นเลยก็คือการติดตั้ง Driver ลงไปเพื่อให้ Windows รู้จักและสามารถทำงานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครื่องของเราได้อย่างถูกต้อง ถ้าเราเก็บ Driver กันไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่ต้น เรื่องก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่จากประสบการณ์ของผม ผมพบว่าผู้ใช้โดยทั่วไปมักจะไม่เก็บรักษา หรือเก็บรักษา Driver เหล่านั้นไว้ดีมาก ๆ ดีจนจะนำมาใช้อีกครั้งกลับหาไม่เจอ พูดภาษาโคกอีแร้งก็คือ “หาย” นั่นเองครับ ถ้าเครื่องของท่านสามารถต่อเน็ตได้ ท่านอาจจะคิดว่าเดี๋ยวก็แค่ไปดาวน์โหลด Driver พวกนั้นมาก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องทำ Backup ให้วุ่นวายอะไร แต่ผมเคยพบว่า ภายหลังที่เราเพิ่งทำการติดตั้งหน้าต่างหลายบานลงไปใหม่ ๆ บ่อยครั้งที่มันจะไม่รู้จักกับ LAN Card ของเรา แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นเราจะต่อออกเน็ตได้ยังไงล่ะ อ่อ ๆ เรามีโมเด็ม (แน่ใจเหรอครับว่าหน้าต่างหลายบานของเราจะรู้จักกับโมเด็มทุกรุ่น ทุกยี่ห้อในโลกนี้) เอาหล่ะครับว่าแล้วเราก็ถือคติป้องกันไว้ก่อนด้วยการทำ Backup Driver ที่มีอยู่ในเครื่องของเราก่อน เพราะวันดี คืนร้าย เจ้าหน้าต่างหลายบานกลับล็อคตัวเองไว้ทุกบานโดยไม่ยอมเปิดให้เราเข้าใช้งานมันได้ เราก็ยังมั่นใจได้ว่าถ้าจำเป็นจะต้องลง Windows ใหม่ เรายังมี Driver สำหรับอุปกรณ์ของเราพร้อมที่จะติดตั้งตามลงไปได้ทันที

DriverMax 3.3 คือโปรแกรมจะพวก Utility ที่เราจะเอามาใช้กันครับ ด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่น มันฟรี (แต่ต้องเสียเวลาลงทะเบียน online ครับ เห็นไหมว่าของฟรี 100% ไม่มีในโลกนี้ ฮี่ ๆ) นอกจากนั้นแล้วด้วยการทำงานที่ง่าย ๆ เพียงการคลิกไม่กี่คลิกท่านก็จะมี Driver ที่พร้อมจะให้ท่านติดตั้งใหม่ได้ หรือจะเก็บไว้เป็น Backup ก็ได้ครับ (ดาวน์โหลดโปรแกรม DriverMax 3.3 ได้ที่นี่ครับ)

เมื่อท่านดาวน์โหลดโปรแกรมมาแล้วก็ทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับคำเตือนว่าท่านสามารถใช้โปรแกรมได้ฟรี 30 วันครับ แต่ถ้าท่านขยันต่ออีกหน่อยท่านก็จะสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้งานเจ้าโปรแกรมตัวนี้ได้ตลอดไปครับ มาลองดูหน้าตาของโปรแกรมกันครับ

เมื่อเราเปิดเข้าใช้งานโปกรแกรมครั้งแรก หน้าตามันจะเป็นแบบนี้ครับ

16.jpg

จากนั้นก็คลิกที่ Driver operations แล้วเลือกที่ Export drivers ครับ

จากนั้นหน้าจอของ Export wizard ก็จะเปิดขึ้น

33.jpg

เมื่อเราคลิก Next ต่อไป โปรแกรมก็จะเริ่มทำการค้นหา Drivers ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของเราครับ (ตามภาพด้านล่าง)

43.jpg

เมื่อทำการค้นหาเรียบร้อยแล้วก็จะนำเอารายชื่อ Drivers ที่มีอยู่ในเครื่องของเราออกมาให้เห็นครับ เราก็คลิกที่ Select all เพื่อทำการเลือกที่จะ Export Drivers ที่โปรแกรมค้นหาออกมาให้เราทั้งหมดครับ (จะสังเกตุเห็นว่ามีเครื่องหมายถูกปรากฏอยู่ที่หน้า Driver ทุกอัน)

82.jpg

จากนั้นก็ให้เราคลิก Next ได้เลยครับ จากนั้นโปรแกรมก็จะถามเราว่าเราจะ save drivers ไว้ที่ไหน และ save ไว้ในรูปแบบไหน เมื่อถึงตอนนี้ ผมไม่แนะนำให้ติดตั้งตามที่โปรแกรมเลือกไว้เป็น Default ครับ คือเราควรจะเก็บมันไว้ที่อื่นครับ (เพราะตาม Default มันก็จะไปสร้างไว้ใน My Documents นั่นเองครับ ซึ่งถ้าเราจะต้องทำการติดตั้ง) แนะนำว่าควรจะเก็บไว้บนแผ่น CD หรือ Flash Drive ก็ได้ครับ แต่ไม่ควรเก็บไว้ใน Hard disk ที่เราจะทำการติดตั้ง Windows ลงไปใหม่ อีกอย่างก็คือถ้าเราเก็บตามแบบที่โปรแกรมตั้งค่าเอาไว้ อาจจะไม่สะดวกนักในการนำเอาไฟล์ที่ได้จากการ Backup นี้ไปติดตั้ง Drivers เหล่านั้นใหม่ วิธีที่ง่ายสักหน่อยก็คือเลือกที่ตัวเลือกที่สองครับ ซึ่งวิธีการนี้จะเก็บ Drivers ทั้งหมดในรูปของ Zip File เพียงไฟล์เดียว จากนั้นก็เลือกว่าเราจะเก็บไฟล์ที่จะได้ไว้ที่ไหน (ตัวอย่างที่ผมทำก็คือเอาไปไว้บน Desktop ของผมเองเพื่อจะย้ายไฟล์ไปไว้ที่อื่นภายหลัง)

102.jpg

111.jpg

เราก็คลิกที่ Save ได้เลยครับ จากนั้นหน้าจอก็จะพร้อมที่จะทำการ Backup ครับ

121.jpg

ก็ให้เราคลิก Next ต่อไปได้เลยครับ โปรแกรมก็จะเริ่มทำการ Export Drivers ของเราครับ (ตามภาพด้านล่าง)

132.jpg

เมื่อเสร็จแล้วก็คลิก Close ได้เลยครับ

141.jpg 

โปรแกรมก็จะกลับมาสู่หน้าจอกหลักครับแล้วเราก็จะได้ไฟล์ Zip มา 1 ไฟล์ครับ เราอาจจะลองทดสอบไฟล์ Zip ที่เราเพิ่งได้มาด้วยการสั่ง Import drivers ที่หน้าจอหลักได้ครับ (จะอยู่ภายใต้เมนูย่อยของ Driver operations ครับ) โปรแกรมก็จะถามว่าเราเก็บไฟล์ Backup ไว้ในรูปไหน ซึ่งตามที่เราทำมานั้น เราเลือกให้มันเก็บไว้ในรูปของ Zip ไฟล์ครับ ดังนั้นเราก็ต้องเลือกให้เป็น Zip ไฟล์ด้วยเช่นกันครับ โดยเลือกที่ Import all drivers from compressed (ZIP) file ครับ จากนั้นก็ชี้ไปที่ ๆ เราเก็บไฟล์นั้นไว้

151.jpg

จากนั้นก็คลิก Next ได้เลยครับ โปรแกรมก็จะเริ่มทำงานแตกไฟล์ Zip แล้วบอกเราว่ามี Drivers ตัวไหนบ้างที่เราสามารถ Install ลงไปได้ ก็ให้เราคลิกที่ Select all ครับ

161.jpg

จากนั้นก็คลิก Next โปรแกรมก็จะถามยืนยันว่าเราต้องการจะติดตั้ง Drivers เหล่านั้น

17.jpg

ก็คลิก Next ต่อไปเลยครับ หน้าจอก็จะ Warning เราอีกครั้งครับ ก็คลิก OK เพื่อให้โปรแกรมเริ่มทำการติดตั้ง Drivers ทั้งหมดได้เลยครับ เมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จแล้วก็จะมีหน้าจอเพื่อยืนยันการติดตั้งสมบูรณ์แล้วให้เราทราบครับ

18.jpg

เราก็คลิก OK แล้วก็ Close ออกจากโปรแกรมได้เลยครับ โปรแกรมจะถามให้เรา Restart เครื่องเลยหรือจะ Restart ทีหลังก็แล้วแต่เราเลือกครับ แนะนำว่า Restart เครื่องทันทีจะดีกว่าครับ

ก็เป็นอันว่าตั้งแต่การเอาข้อมูลออกมาจากเครื่องที่ไม่ยอม Boot ด้วย Live OS มาจนถึงการลง Windows ใหม่ พร้อมกับการทำ Drivers Backup เอาไว้เพื่อความอุ่นใจของผู้ใช้งานระดับธรรมดาแบบเราก็จบสมบูรณ์แล้วครับ หวังว่าทุกท่านจะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้บ้างน๊ะครับ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: , , | 7 Comments »

Rock แบบโบสถ์ โบสถ์

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 21, 2008

ผมจะเรียกว่าวง Rock ก็ได้ไม่เต็มปาก จะเรียกว่าเพลงสวดก็ไม่ได้ เลยไม่รู้จะนิยามว่าอะไร ที่จริงฝรั่งก็คงมีชื่อเรียกเฉพาะของเค้า (ผมยังไม่เคยเห็นว่ามีอะไรใน universe นี้ ที่มนุษย์ไม่สามารถตั้งชื่อได้ แม้แต่ Black Hole มันก็ยังอุตสาห์ตั้งเข้าไปได้ นี่ยังไม่รวมภาษาไทยของเด็กวัยรุ่นยุคบ้าดาราเกาหลี) เอาเป็นว่าผมมีงานของวง (เรียกว่าวงได้ไหมก็ไม่รู้อีกหล่ะ เพราะเค้าเป็นคณะนักร้องประสานเสียงที่เอาวิธีการร้องเพลงสวดของโบสถ์คริสต์ในสมัยโบราณมาใช้) Gregorian มาฝากครับ

ช่างมัน ๆ ยิ่งผมพล่ามต่อไป มันก็จะยิ่งมั่วไปมากขึ้นอีก เอาเป็นว่าลองมาฟังเพลง rock ในรูปแบบนี้กัน หลัง ๆ มาผมคงจะแก่แล้วหล่ะ เริ่มฟัง Metallica ได้ไม่นานเหมือนเมื่อก่อน รับรองว่าแฟน ๆ U2 ที่เป็นต้นฉบับของเพลงนี้จะไม่ผิดหวังแน่นอน ลองดูนักดนตรีครับ หน้าตาก็ออกแนววิปริตหน่อย ๆ เข้ากับคณะนักร้องที่มาจากโบสถ์ได้ดีจริง ๆ

เขียนแล้วใน Music.. | Tagged: | Leave a Comment »

VMWare ไปหามาซะ..

แสดงความเห็นโดย nothingfix บน มกราคม 20, 2008

ผมเขียนเรื่องของการทำ Live OS มาตั้งแต่แนะนำให้รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ไปจนถึงวิธีการทำคร่าว ๆ ให้อ่านกันไปแล้วก็มีเพื่อนหลายคนมาบอกว่ายังทำไม่ได้ ปัญหาหลัก ๆ เลยก็คือพอทำเสร็จแล้วไฟล์มันได้มาไม่ครบ เข้าทำนอง Boot ไม่ขึ้น ผมขอย้ำน๊ะครับว่า หน้าต่างหลายบานที่เป็นแบบหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปนั้น ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเจ้าหน้าต่างหลายบานที่จะเอามาทำได้ทุกตัว ผมเองก็เจอกับปัญหาแบบนั้นมาหลายครั้งเหมือนกัน ก็ได้แต่แนะนำว่าท่านควรจะใช้ หน้าต่างหลายบานที่ยังไม่โดนดัดแปลงหรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะใช้สายพันธ์ที่เป็น server 2003 ครับ แต่ถ้าเป็นลิขสิทธิ์หล่ะก้อน่าจะผ่านได้สบาย นอกจากนั้นทุกครั้งที่มีการลองทำ Live OS ตัวนี้ ก็ต้องเสียเวลามานั่ง Burn ลงบนแผ่น CD ก่อนแล้วก็ค่อยมาลุ้นต่อว่ามันจะเวิรค์หรือเปล่า ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้หล่ะครับ

วันนี้ผมจะเอาเรื่องของ VMWare มาแนะนำครับ VMWare นั้นถ้าจะพูดกันแบบภาษาโคกอีแร้งก็จะหมายความถึง โปรแกรมที่จะทำให้เราสามารถสร้างหรือจำลองคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง(หรือจะมากกว่าก็ได้)ไว้ในคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่ตามปกติ งงไหมครับ คือหมายถึงว่าตามปกติเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามันก็จะทำการ Boot จนเสร็จสิ้นขั้นตอนตามปกติเพื่อเตรียมให้ผู้ใช้ทำงานตามที่ต้องการได้ แต่เมื่อเรามีโปรแกรมจะพวก VMWare ติดตั้งอยู่ด้วย เราก็สามารถจัดสรรทรัพยากรที่เรามีอยู่ในเครื่องของเราให้แบ่งร่างเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องที่สอง สาม.. ความหมายคร่าว ๆ ก็จะเป็นตามนี้หล่ะครับ VMWare ก็จะทำการแบ่ง RAM แบ่ง Hard Disk ของเราออกไปเพื่อเตรียมให้เครื่องคอมเครื่องใหม่ที่เราจะจำลองขึ้น ตัว VMWare นั้นก็ยังแบ่งย่อย ๆ ออกไปเป็นโปรแกรมอื่น ๆ อีกเช่น VMWare Workstation, VMWare Player, VMWare Server… ก็ยังมีอีกหลายตัว แต่ตัวที่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กันในวันนี้คือตัวที่ชื่อว่า VMWare Workstation ครับ ประโยชน์ของเจ้าโปรแกรมในตระกูล VMWare นี่มีมากมายครับ ใครที่เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ก็คงจะคุ้นเคยกับ Application ตัวนี้ดี แต่ถ้าท่านไม่ใช่โปรแกรมเมอร์แต่เป็นโปรแกรมมั่วแบบผมก็ไม่ต้องตกใจว่าจะใช้งานมันไม่ได้ครับ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก แต่เราต้องไปหาดาวน์โหลดมาก่อน (ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ) ตามปกติท่านสามารถนำ VMWare Workstation มาใช้ได้ฟรีเป็นเวลา 30 วันครับ ถ้าอยากใช้ต่อก็ต้องซื้อเค้าหล่ะครับ อย่าไปลำบากหาซื้อแบบผีเลย เอาของแท้นี่หล่ะมาใช้ถึงจะใช้ได้แค่ 30 วัน แค่นั้นก็น่าจะพอหล่ะครับสำหรับ DIY (Do it youself) Live OS ที่เราจะลงมือทำแล้วก็ทดสอบกัน แต่ถ้าท่านมองเห็นประโยชน์ของเจ้า VMWare ตัวนี้ ก็ไปซื้อหามาใช้ได้ครับ

มีข้อสังเกตุนิดหน่อยสำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมในตระกูลนี้ นั่นก็คือถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลักที่ท่านใช้งานอยู่และมีความต้องการจะนำ VMWare Workstation มาติดตั้งละก็ควรจะเป็นเครื่องที่มีทรัพยากรระบบอยู่บ้างพอสมควรน๊ะครับ คือว่ามี RAM มากสักหน่อย CPU ที่มีความเร็วสูงสักนิดหน่อย แต่ถ้าเครื่องของท่านเป็นแบบ RAM 256, CPU 2.4, Hard Disk 20 GB, VGA on board หล่ะก็ต้องบอกว่า ท่านอาจจะต้องทนกับความอืดของเครื่องขณะที่รันเจ้า VMWare Workstation ตัวนี้กันสักหน่อยครับ

เอาหล่ะครับเมื่อท่านดาวน์โหลดโปรแกรมมาแล้วก็เท่ากับว่าท่านได้ทำการลงทะเบียนกับทางผู้ผลิต VMWare เรียบร้อยแล้วเช่นกัน เพราะถ้าหากท่านดาวน์โหลดมาแต่ตัวโปรแกรมแล้วไม่ยอมลงทะเบียนท่านก็จะไม่ได้รับ Serial เพื่อใช้ในการติดตั้งโปรแกรมครับ สมมุติว่าท่านทำตามที่ผมบอกเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้ทำการติดตั้งโปรแกรมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อท่านเปิดโปรแกรมขึ้นมา หน้าตามันก็น่าจะเป็นแบบนี้หล่ะครับ (ไม่ต้องตกใจน๊ะครับถ้าเปิดโปรแกรมมาแล้วจอภาพที่ท่านเห็นทางด้านขวามือของรูปจะไม่เหมือนของท่านสักทีเดียวเนื่องจากมันภาพของ VMWare Workstation ที่อยู่บนเครื่องของผมเองครับซึ่งมันจะมี Virtual Machine อยู่หลายเครื่องครับ)

1_11.jpg

ก็ให้ท่านคลิกที่ File> New> Virtual Machine ตามรูปต่อไปเลยครับ

22.jpg

จากนั้นโปรแกรมก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) แล้วครับก็ดูตามภาพประกอบไปด้วยครับ ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนอกจากคลิก Next

32.jpg

42.jpg

52.jpg

63.jpg

71.jpg

สำหรับภาพต่อไปนี้ โปรแกรมจะถามว่าเราจะแบ่งพื้นที่ให้กับเครื่องคอมพ์เสมือนนี้เท่าไหร่ครับ ตาม Default ที่มากับโปรแกรมก็จะเป็น 8 GB ครับ ท่านอาจจะลดลงได้บ้างในกรณีที่ท่านมีพื้นที่ใน Hard Disk ไม่เยอะนัก แต่ผมก็แนะนำว่าไม่ควรจะต่ำกว่า 5 GB ครับ

81.jpg

9.jpg

เมื่อคลิกที่ Finished แล้วก็ Close ก็เท่ากับว่าท่านมีคอมพิวเตอร์เสมือนอีกเครื่องหนึ่งในเครื่องคอมของท่านเรียบร้อยแล้วครับ หน้าจอก็จะกลับมาเป็นแบบนี้ครับ

101.jpg

จากตรงนี้เครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนของเราก็พร้อมจะใช้งานแล้วครับ แต่ว่าเรานั้นต้องการที่จะนำเอาไฟล์ ISO ที่ได้จากการสร้าง Live OS มาทดลองรันดูในเครื่องเสมือนของเรา ดังนั้นเราจะต้องมากำหนดค่าในการ Boot Up เจ้าเครื่องคอมเสมือนนี่กันก่อนครับ (อย่าลืมน๊ะครับว่าเราเพิ่งจะมีคอมเสมือนอยู่ ดังนั้นมันจะทำตัวเหมือนเราเพิ่งจะไปเดินซื้อคอมพิวเตอร์มาโดยที่ยังไม่มีการติดตั้งระบบปฏิบัติการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เข้าทำนองคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยม 1 เครื่องนั่นเองครับ)

ก็ให้ท่านคลิกที่ Edit virtual machine settings ตามรูปด้านล่างนี่เลยครับ

13.jpg

จากนั้นจะมีหน้าจอ pop-up แบบนี้ขึ้นมาครับ

12.jpg

เมื่อถึงตรงนี้เราก็จะทำการสั่งให้เจ้าเครื่องเสมือนนี้ให้ใช้ CD ROM Drive ที่เป็นไฟล์ ISO ที่เราได้มาจากการสร้าง Live OS ครับ ก็ให้ท่านคลิกที่ CD ROM (ตามที่ผมทำ) จากนั้นให้คลิกที่ Use ISO image ที่อยู่ทางด้านขวามือตามภาพด้านบนนี้น๊ะครับ จากนั้นก็ให้เราคลิกที่ Browse เพื่อหาว่าไฟล์ ISO ที่เราสร้างเอาไว้นั้นอยู่ตรงไหน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็คลิก OK ออกไป เพื่อกลับเข้าสู่หน้าจอหลักของ VMWare ครับ

จากนั้นเราก็จะเริ่มทำการ Boot Up เจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนตัวนี้ของเราด้วยการใช้ Live OS ที่เราเพิ่งสร้างมากันครับ ก็ให้ท่านคลิกที่ Start this virtual machine ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

14.jpg

จากนั้นโปรแกรมอาจจะถามหรือเตือนอะไรเราบางอย่างก็ให้เราตอบ Yes ไปก่อนได้ครับ เพราะแต่ละเครื่องจะมีสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

หลังจากที่เราเริ่มต้นสั่งการทำงานให้กับเครื่องเสมือนนี้นั่น ท่านจะต้องเข้าไป Setup ที่ BIOS ของมันก่อนครับ เพราะเราต้องการให้มัน Boot จาก CD ROM ก็โดยการกด F2 ครับ แล้วก็เลือกที่ Boot จากนั้นก็ให้ตั้งค่า CD ROM เป็นตัวที่จะ Boot ตัวแรกครับ (ตามภาพด้านล่างนี้ครับ)

15.jpg

จากนั้นก็กด F10 แล้วก็ Enter เครื่องเสมือนก็จะเริ่ม Restart อีกครั้ง แล้วไปเอาเจ้า File ISO ที่เราสร้างไว้มา Boot ครับ เท่านี้ก็เป็นอันว่าเราสามารถทดลอง Boot ไฟล์ ISO ที่เราทำมาดูได้โดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลา Burn แผ่นแล้วแถมยังต้องวัดดวงอีกว่ามันใช้ได้หรือไม่ได้

Have Fun ครับ ฮี่ๆๆ

เขียนแล้วใน 0 or 1 | Tagged: | Leave a Comment »